"ยิ่งคนเก่งยิ่งไม่ค่อยอยากออกค่าย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะเขาจะไม่รู้เลยว่า ค่ายอาสาให้ประสบการณ์ที่มากมายกว่าที่คิด มันไม่ใช่แค่กิจกรรมที่เราต้องเป็นผู้ให้เท่านั้น แต่เรายังอยู่ในฐานะเป็นผู้รับ และได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน"
นักศึกษากับค่ายอาสาสมัคร ที่เคยเป็นสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ เพราะเมื่อศึกษาวิชาการแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ชีวิตไปพร้อมกัน จนมีคนพูดว่าถ้านักศึกษาไม่ได้ออกค่ายอาสาก็ไม่ได้เป็นนักศึกษาที่สมบูรณ์ แต่ในปัจจุบันดูเหมือนกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แบบนี้จะห่างหายไปจากรายการกิจกรรมเวลาว่างของนักศึกษา
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จึงจัดโครงการนักศึกษาทุนกู้ยืม และนักศึกษาทุนการศึกษาบำเพ็ญประโยชน์ ครั้งที่ 2 / 2549 ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสมถวัลจินมัย ต.ท่าข้าม อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 9-10 ก.ย. ที่ผ่านมา
น.ส.วาณี สดวิลัย หรือก้อย นศ.ชั้นปีที่ 3 สำนักวิชาการจัดการ สาขาบริหารธุรกิจ หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมครั้งนี้บอกว่า มฟล.จัดค่ายขึ้นเพราะอยากสร้างจิตสำนึกและรู้หน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดี เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนในถิ่นทุรกันดาร โดยเปิดกว้างให้นักศึกษาทุนอาสาไปด้วยความสมัครใจ ไม่ได้บังคับ จึงไม่แปลกที่นักศึกษาทุกอีกหลายคนไม่ได้ให้ความสนใจ
เคยออกค่ายอาสามาหลายครั้ง ส่วนโครงการนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมกิจกรรมด้วย แต่จากประสบการณ์การทำค่ายอาสามาหลายปี ไม่ว่าจะออกค่ายอาสากับชมรม หรือโครงการใด ก็จะได้เห็น ได้สัมผัสถึงความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองกับชนบทที่ชัดเจนมากขึ้นทุกที เราเคยอยู่แต่ในเมือง เห็นแต่ความศิวิไลซ์ พอได้เข้าพื้นที่ในชนบทจริงๆ มันแตกต่างกันมากทั้งการกินอยู่ วิถีชีวิต ซึ่งความต่างที่มากขึ้นเป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านๆ มา การจะลงทุนพัฒนาพื้นที่ใดก็มองผลตอบแทนมาก่อน โดยเฉพาะผลตอบแทนในระยะสั้น การพัฒนาต่างๆ เลยกระจุกที่ตัวเมืองเป็นหลัก โรงเรียนและชุมชนในชนบทก็เลยยิ่งขาดแคลนมากขึ้นในทุกด้าน
ก้อย อธิบายกิจกรรมว่า ยิ่งเราได้เห็นปัญหามาก ทำให้ต้องรูปแบบการออกค่ายบำเพ็ญประโยชน์ก็หยุดอยู่กับที่ไม่ได้เช่นกัน เพราะแค่ไปจัดกิจกรรมสันทนาการให้เด็กอาจจะช่วยให้เด็กมีความสุขช่วงครั้งช่วงคราว แต่ไม่ทำให้เขามีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งความสุขยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความเป็นอยู่ที่ดี ดังนั้นค่ายอาสาเลยต้องพัฒนากิจกรรมเสริมโอกาสทางความรู้ให้กับผู้ใหญ่ในหมู่บ้านไปพร้อมกัน โดยส่งต่อความรู้ที่เราได้จากมหาวิทยาลัยให้ชาวบ้าน หรือในบ้างเรื่องก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ช่วยแนะนำการเพิ่มผลผลิตให้กับชาวบ้าน บอกต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ให้ชาวบ้านอยู่ได้ตามวิถีชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อ และดูแลด้านการประกอบอาชีพเสริม อย่างครั้งนี้ได้แนะนำให้ชาวบ้านเอาซังข้าวโพด ที่เป็นวัสดุเหลือใช้ มาทำดอกไม้จัน เป็นอาชีพเสริมที่ต้นทุนต่ำ และช่วยติดต่อกับอบต. หาช่องทางจำหน่ายให้
นายจินดา ขานฤทธิ์ หรือ ตั้ม ชั้นปีที่ 1 สำนักวิชาการจัดการ สาขาบริหารธุรกิจ เล่าประสบการณ์จากการออกค่ายว่า ผมเคยออกค่ายมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษา ร่วมกิจกรรมกับหลายโครงการ และหลายสถาบันการศึกษา แต่น่าแปลกคนที่มาร่วมออกค่ายส่วนใหญ่จะเป็นคนหน้าเดิมๆ และมักเป็นกลุ่มที่มีผลการเรียนระดับปานกลาง ส่วนคนยิ่งเรียนเก่งมากๆ ยิ่งไม่ค่อยได้ออกค่าย
"เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะทัศนคติของงานค่ายในสายตาคนทั่วไป แต่ถ้าใครไม่เคยไปสัมผัสงานค่ายจริงๆ แล้วจะไม่รู้เลยว่า ค่ายอาสาเป็นประสบการณ์ที่ให้อะไรมากมายกว่าที่คิด จากคนที่ไม่เคยลงมือทำอะไรเองเลยอย่างผม วันนี้ผมซักผ้า หุงข้าวทำกับข้าวเป็นหมด สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก มันเป็นความภาคภูมิใจหนึ่งของลูกผู้ชาย ค่ายอาสาจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมที่เราต้องเป็นผู้ให้เท่านั้น แต่เรายังอยู่ในฐานะเป็นผู้รับ และได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน" ตั้มบอกและว่า
"งานออกค่ายที่เป็นกิจกรรมสั้นๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเรา แต่อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่น่าประทับใจเพียงครั้งเดียวในชีวิตของน้องๆ ที่ขาดโอกาส ผมเลยตั้งใจมจะออกค่ายอาสาทุกๆ ปี และถ้าเลือกได้ก็คงไม่กลับไปจัดกิจกรรมในพื้นที่เดิม เพราะอยากกระจายโอกาสให้ทั่วถึงเด็กให้มากที่สุด ให้น้องๆ รู้สึกได้ว่าสังคมไม่เคยทอดทิ้ง และเราทุกคนก็คือส่วนหนึ่งของสังคม"
ด้าน นส.กนกอร สวนานุสรณ์ หรืออร นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สำนักวิชานิติศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ ที่แม้ไม่ได้เป็นนักศึกษาที่รับทุนการศึกษา แต่อรขันอาสาร่วมออกค่ายด้วย โดยอร อธิบายเหตุผลที่อยากออกค่ายอาสาว่า ตัวเองเป็นคนจังหวัดอยุธยา เมื่อมีโอกาสได้มาเรียนที่แม่ฟ้าหลวง เลยอยากเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวเชียงรายว่าเขาเป็นอยู่กันอย่างไร เพราะการได้รู้จักวัฒนธรรมที่หลายคนจะทำให้เราเข้าใจความแตกต่าง และอยู่กันร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติ
นอกจากนี้การออกค่ายครั้งนี้ยังทำให้เราได้เห็นกับตาว่า คนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนเก่ง แต่คิดไม่ดี เพราะตอนนี้ชาวบ้านจะถูกพวกนายทุนเอาเปรียบเรื่องสิทธิการถือครองที่ดิน เพราะชาวบ้านไม่มีความรู้ในทางกฎหมายเลย และคิดว่าไม่ใช่แค่หมู่บ้านนี้เท่านั้น ในอีกหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย ก็คงประสบปัญหานี้เหมือนกัน
" ตั้งใจว่าหลังเรียนจบแล้วจะอยู่ทำงานที่เชียงราย อยากลงพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายชาวบ้าน ไหนๆ มีโอกาสได้มาเรียนในมฟล.แล้ว ก็ควรใช้โอกาสนี้ทำกิจกรรมให้ครบทุกด้าน หาประสบการณ์ให้ชีวิต เพราะถ้าอยู่แต่ในมหาวิทยาลัยเราก็จะได้เรียนแต่วิชาการ ไม่ได้เรียนรู้ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยอรกล่าวตอนท้าย
นักศึกษาที่มีโอกาสสัมผัสกับออกค่ายบำเพ็ญประโยชน์ทุกคน เห็นตรงกันว่า ค่ายอาสาเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเติมความสมบูรณ์ให้ชีวิต และเป็นอะไรมากกว่าที่คุณคิด แล้ววันนี้คุณออกค่ายอาสาแล้วหรือยัง?