จุฬาสัมพันธ์
เอกสารภายในรายสัปดาห์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตอบคำถามคาใจ
ตามที่มีบุคคลบางกลุ่มออกใบปลิว ชุมนุม และให้ข่าวผ่านสื่อมวลชนหลายแขนงเพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ... ซึ่งจะมีผลเป็นการเปลี่ยนฐานะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจากส่วนราชการ เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐนั้น เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ ที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้นำเสนอไปนั้นคลาดเคลื่อน จากความเป็นจริง มหาวิทยาลัยจึงขอเรียนชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันดังนี้
ถาม: ทำไมต้องเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
ตอบ: การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการให้มีความคล่องตัว มากยิ่งขึ้น และเพื่อให้มีระบบบริหารวิชาการที่ดีโดยมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการตามปณิธานเริ่มแรก ในการสถาปนามหาวิทยาลัย เพราะที่ผ่านมาพบว่าการบริหารวิชาการในระบบราชการนั้นจะพัฒนาให้รุดหน้าก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง ของสังคมได้ยาก เนื่องจากติดขัดในกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่มีอยู่มากมาย
ถาม: การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเหมือนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและจะนำไปขายให้แก่เอกชน เพื่อเป็นหน่วยสร้างความร่ำรวย ใช่หรือไม่
ตอบ: ไม่ใช่ การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมิใช่การโอนให้เป็นของเอกชน มิใช่การนำไปขาย
ให้แก่เอกชนและมิใช่หน่วยสร้างความร่ำรวย เพราะมหาวิทยาลัยยังคงเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่ง
โดยมิได้มุ่งค้าหากำไรมาแบ่งปันกัน หากแต่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะทางการศึกษา กล่าวคือ มหาวิทยาลัยนั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะบุกเบิก แสวงหาและเป็นคลังความรู้ ให้การศึกษา ส่งเสริม ประยุกต์ และพัฒนาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง สร้างบัณฑิต วิจัย เป็นแหล่งรวมสติ ปัญญา และบริการทางวิชาการแก่สังคม รวมทั้งสืบสานทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 ของร่าง พรบ. จุฬาฯ
ถาม: มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมุ่งหวังกำไรจากการจัดเก็บค่าเล่าเรียนซึ่งจะเป็นการตัดสิทธิ์คนจน จริงหรือไม่
ตอบ: ไม่จริง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือเป็นส่วนราชการ
มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะหารายได้จากการจัดเก็บค่าเล่าเรียน โดยมหาวิทยาลัยu3617 มีแหล่งในการหารายได้ ทางอื่นสนับสนุนอยู่แล้ว และที่สำคัญทุกปีการศึกษามหาวิทยาลัยยังมีนโยบายชัดเจนในการจัดสรรทุนการศึกษา ให้แก่นิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอีกด้วย ซึ่งเป็นนโยบายที่ดำเนินการมาตลอด โดยมหาวิทยาลัยมีการจัดทุนการศึกษาทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยและของคณะให้แก่นิสิต รวมกันแล้วเป็นเงินปีละประมาณหนึ่งร้อยล้านบาท และในแต่ละปี มีนิสิตจำนวนสองพันกว่าคนที่ได้รับทุนการศึกษา
ถาม: มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะเน้นการประกอบธุรกิจจนละเลยการส่งเสริมคุณธรรมของนิสิต ใช่หรือไม่
ตอบ: ไม่ใช่ เพราะว่า ปณิธานหลักของมหาวิทยาลัย คือ การสร้างความรู้คู่คุณธรรม และเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย เพื่อเป็นฐานความรู้ของแผ่นดิน โดยขอยืนยันว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้มีนโยบายเป็นองค์กรธุรกิจทางการศึกษา แต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากร่าง พรบ. มาตรา 8 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 โดยยึดหลักดังนี้
1. ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา
2. ความเป็นเลิศทางวิชาการควบคู่ไปกับความมีคุณธรรม
3. มาตรฐานและคุณภาพทางวิชาการอันเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
4. การนำความรู้สู่สังคม เพื่อเป็นการเตือนสติและแนวทางแก้ไขปัญหาสังคม
5. ความรับผิดชอบต่อรัฐและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
6. ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
7. การบริหารงานโดยบุคลากรมีส่วนร่วม
ถาม: พนักงานมหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างไรเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
ตอบ: สำหรับกรณีของพนักงานมหาวิทยาลัยนั้นนโยบายในการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2542 แล้ว โดยมหาวิทยาลัยมีระบบและกรอบในการกำหนดอัตราเงินเดือนที่ชัดเจน และดำเนินการเรื่อยมาอย่างไม่มีปัญหาใดๆ โดยปัจจุบันนี้ บุคลากรจำนวน 1 ใน 3 องมหาวิทยาลัยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย กล่าวคือ มหาวิทยาลัยไม่สามารถบรรจุข้าราชการเพิ่มมาตั้งแต่ปี 2542 แล้ว ทั้งนี้ เมื่อเปลี่ยนสถานะ มหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ระบบบริหารจัดการต้องดียิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ถาม: ข้าราชการจะเป็นอย่างไรเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
ตอบ: ข้าราชการมีสิทธิที่จะเลือกเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย หรือจะเป็นข้าราชการอยู่ต่อไป จนเกษียณอายุราชการก็ได้ เพราะร่าง พรบ. มิได้บังคับให้ข้าราชการต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพในทันที และยังได้กำหนดชัดเจนว่า ผลตอบแทนที่ได้รับหลังเปลี่ยนสถานภาพจะไม่ต่ำว่าเดิม นอกจากนี้ บุคลากรยังได้รับสิทธิประโยชน์จากระบบ กบข. และบำเหน็จบำนาญตามสิทธิที่มีอยู่เดิมทุกประการ และยังมีสิทธิได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามหลักเกณฑ์ตำแหน่งวิชาการเหมือนเดิม โดยขอยืนยันว่าข้าราชการที่เปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยยังคงได้รับการดูแลอย่างเต็มที่
ถาม: เมื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว ผู้บริหารจะมีอำนาจมากโดยปราศจากการตรวจสอบ และไม่มีความโปร่งใส ใช่หรือไม่
ตอบ: ไม่ใช่ เพราะตามร่าง พรบ. จุฬาฯ นั้น ได้กำหนดกรอบของกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส
และชัดเจน มีการดุลและคานอำนาจ และสามารถถูกตรวจสอบได้จากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กระบวนการกำกับดูแลเป็นไปตามระบบธรรมภิบาล ดังที่ได้ปรากฏชัดแจ้งใน ร่างพรบ. หมวด 3 ว่าด้วยการประกันคุณภาพและการประเมินหมวด 4 การบัญชีและการตรวจสอบ และที่สำคัญ การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐไม่ได้ทำให้มหาวิทยาลัย หลุดพ้นจากการตรวจสอบของหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ ป.ป.ช. หรือ ส.ต.ง. แต่อย่างใด
ถาม: ลักลอบผ่านมติ ครม. โดยไม่เคยรับฟังความคิดเห็นประชาคมจุฬาฯ เลย จริงหรือไม่
ตอบ: ไม่จริง ในกรณีของการรับฟังความคิดเห็นนั้น มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟัง
ความคิดเห็นโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ซึ่งมีทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลภายนอกผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยซึ่งผ่านทางเวบไซด์ของมหาวิทยาลัยดังนี้
ระยะที่ 1 ในระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2541 จำนวน 5 ครั้ง และในระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม
- 9 พฤศจิกายน 2541 จำนวน 10 ครั้ง โดยจัดการประชาพิจารณ์เป็นกลุ่มย่อย แบ่งตามคณะและสถาบัน
ระยะที่ 2 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2545 โดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกทั้งหมด ประกอบด้วย นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ดร. คุณหญิง กัลยา โสภณพาณิช ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวานิช ดร. สายสุรี จุติกุล และนายโสภณ สุภาพงษ์ เป็นกรรมการ
ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน มีรายการ อธิการบดีพบประชาคม ในประเด็นการปรับเปลี่ยน
สถานภาพของมหาวิทยาลัยกว่า 6 ครั้ง รายการ อธิการบดีออนไลน์ และจัดทำเว็บไซต์ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะด้วย
นอกจากนั้น ในปัจจุบัน สภามหาวิทยาลัยยังได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีศาสตราจารย์(พิเศษ)
จรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธาน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมจุฬาฯ ผ่านเวปไซต์ของมหาวิทยาลัย
เพื่อนำความคิดเห็นทั้งหมดมาประมวลและเสนอปรับปรุงร่าง พรบ. จุฬาฯ ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติอีกด้วย